วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556



หัวข้อเรื่อง> รายละเอียดเชิงวิชาการรายละเอียดเชิงวิชาการของผลิตภัณฑ์
ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ด SK999 ปรับสภาพดิน
คือสารอินทรีย์ที่นำมาขึ้นรูปเป็นเม็ดโดยมีส่วนประกอบดังนี้
-อินทรีย์วัตถุ คือสิ่งที่ได้จากการย่อยสลายของสารอนินทรีย์ ซึ่งอยู่ในรูปหลายขั้นตอน คือตั้งแต่อยู่ในรูปเดิม หรือเปลี่ยนแปลงแต่ยังจำรูปเดิมได้ จนถึงมีการเปลี่ยนแปลงจากรูปเดิมโดยสมบูรณ์ ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ อินทรีย์วัตถุ คือสิ่งที่ได้จากการย่อยสลายตัวของซากพืช ซากสัตว์ และเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยการกระทำของจุลินทรีย์ เมื่อย่อยสลายจนถึงขั้นสุดจะได้สารฮิวมัส ซึ่งเป็นสารอินทรีย์เป็นส่วนหนึ่งของอินทรีย์วัตถุในดินที่คงตัวมีพื้นที่ผิวสัมผัสสูง ทำให้ดูดซับน้ำได้ดี มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าสูง คือดูดยึดธาตุอาหารไว้ได้สูง รวมทั้งได้ธาตุอาหารพืช ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ถูกปลดปล่อยออกมาสะสมอยู่ในดินที่พืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตได้
อินทรีย์วัตถุที่มีอยู่ในดิน จะช่วยในเรื่อง
• ให้ธาตุอาหารพืช ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม กลับคืนลงสู่ดิน
• ช่วยให้ดินสามารถดูดยึดธาตุอาหารได้สูง
• ทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น ร่วนซุย มีการถ่ายเทอากาศ การระบายน้ำได้ดี ดินอุ้มน้ำไว้ให้พืชได้ใช้สูงและเป็นเวลานาน
• มีจุลินทรีย์เพิ่มขึ้นในดิน และทำงานได้ดีขึ้น
• ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้เหมาะสม และรักษาระดับความเป็นกรดเป็นด่างของดินไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปมาก

-โดโลไมท์ เป็นแร่ชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นผงละเอียด แตกตัวง่าย - สูตรทางเคมีคือ
CaMg(CO3)2 -มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าแคลเซี่ยมแมกนีเซี่ยมคาร์บอเนต - พบในสายแร่ตะกั่วหรือสังกะสีซึ่งตัดผ่านหินปูน - ค้นพบในปี พ.ศ. 2293 โดยนักเคมีชาวฝรั่งเศษ - มีหลายสี เช่น ขาว เทา เทาเข้ม น้ำตาล - มีลักษณะคล้ายหินปูน จะไม่ทำปฏิกริยากับกรดไฮโดคลอริก – มีคุณสมบัติเป็นเบส
 (pH > 7) ทำให้แก้ดินเป็นกรด
-กรดฮิวมิค เป็นส่วนประกอบหลักของสสารฮิวมิค (humic substances) ซึ่งสสารฮิวมิคเป็นสารประกอบหลักของดิน (ฮิวมัส), พีต, ถ่านหิน, แม่น้ำในที่ดอนหลายๆแห่ง, หนองน้ำ (dystrophic lakes), และน้ำมหาสมุทร[1] กรดฮิวมิคเกิดขึ้นโดยกระบวนการย่อยสลายในทางชีวภาพของสารอินทรีย์ที่ตายลง กรดฮิวมิคไม่ใช่กรดเดี่ยวๆ แต่เป็นการผสมของกรดหลายๆชนิดที่อยู่ในกลุ่มกรดคาร์บอกซิลิกและฟีนอล (phenol) โดยส่วนผสมนี้ (กรดฮิวมิค) จะมีลักษณะการทำงานคล้ายกับ dibasic acid หรือ บางครั้งก็คล้ายกับ tribasic acid กรดฮิวมิคสามารถจะจับตัวกับไอออนที่พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อมมาเป็นสารประกอบโคออร์ดิเนชัน (coordination complex) ได้ กรดฮิวมิคและกรดฟูลวิค (fulvic acid) ถูกใช้อย่างกว้างขวางในการช่วยปรับปรุงดินสำหรับเกษตรกรรม


-จุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจน จุลินทรีย์เป็นรูปแบบสิ่งมีชีวิตที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณสามพันห้าร้อยล้านปีก่อน และยังคงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเราในปัจจุบัน กล่าวคือ จุลินทรีย์สร้างออกซิเจนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของปริมาณออกซิเจนที่เราใช้หายใจ และเมื่อปี ค.ศ. 1885 นักจุลชีววิทยาชาวดัตช์ชื่อ Martinus Beijerinck ได้ค้นพบหน้าที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างของจุลินทรีย์ นั่นคือ การตรึงไนโตรเจน กลุ่มจุลินทรีย์ที่สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศโดยต้องอาศัยอยู่ร่วมกับพืช (Symbiotic N2 fixing microorganisms) ได้แก่ เชื้อไรโซเบียม แฟรงเคีย และสาหร่ายสีเขียวแกม น้ำเงิน บางชนิด ไรโซเบียมจะอาศัยอยู่ร่วมกับพืชตระกูลถั่วทั้งพืชล้มลุกและไม้ยืนต้น เช่นถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง แค กระถินณรงค์ ก้ามปูเป็นต้น แฟรงเคียจะอาศัยอยู่ร่วมกับพืชสกุล Cassuarina ซึ่งได้แก่ สนทะเล และสนประดิพัทธ์ อะนาบีนาเป็นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินสกุล ไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) จะพบอาศัยอยู่ใน2โพรงใบของแหนแดง นอสทอค (Nostoc) เป็นสาหร่ายที่อยู่ร่วมกับรากของต้นปรง จุลินทรีย์เหล่านี้สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับพืชได้ 

-จุลินทรีย์ย่อยสลายฟอสเฟต ฟอสฟอรัส เป็นธาตุอาหารพืชที่สำคัญอีกธาตุหนึ่งที่พืชต้องการมาก พืชมักจะได้รับธาตุฟอสฟอรัสไม่เพียงพอ ทั้งที่บางครั้งในดินมีธาตุนี้อยู่เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากธาตุฟอสฟอรัสละลายไม่ดี และมักจะอยู่ในรูปที่ไม่เป็นประโยชน์แก่พืช ถ้าหากมีความเป็นกรด-ด่าง (pH) ต่ำหรือสูงไป นอกจากนี้ธาตุฟอสฟอรัสมีการเคลื่อนที่ในดินได้น้อยมาก รากพืชจะต้องชอนไชไปยังแหล่ง ที่มีธาตุนี้ละลายอยู่จึงจะได้รับประโยชน์ พืชที่มีระบบรากไม่ดีมักได้รับธาตุนี้ไม่เพียงพอ กิจกรรมของ จุลินทรีย์ บางชนิด เช่น เชื้อไมโคไรซ่าจะสามารถช่วยดูดธาตุฟอสฟอรัสให้กับพืชได้ และกิจกรรมของจุลินทรีย์บางชนิดจะสามารถช่วยย่อยละลายธาตุฟอสฟอรัสออกจากหิน ฟอสเฟต ทำให้พืชสามารถนำฟอสฟอรัสไปใช้ประโยชน์ได้เร็วขึ้น
-สารสกัดฟลาโวนอยด์ (flavonoid) เป็นสารประกอบฟินอลิก (Phenolic Compound) ประเภท โพลีฟีนอล (polyphenol) มีสูตรโครงสร้างทางเคมีเป็นวงแหวนอะโรมาติก (Aromatic Ring) ที่มีจำนวนหมู่ไฮดรอกซิล (Hydroxyl Group) รวมอยู่ในโมเลกุล ตั้งแต่ 2 วงขึ้นไปสามารถละลายน้ำได้ ส่วนใหญ่มักพบอยู่รวมกับน้ำตาล ในรูปของสารประกอบไกลโคไซด์ (Glycoside) สารประกอบ flavonoidsได้แก่ flavonol, flavonone, flavone, isoflavone, flavonolcatechinanthocyanins

กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อหรือโปรตีน
กระตุ้นการแบ่งเซลล์
กระตุ้นการยืดตัวและขยายตัวของเซลล์
เสริมสร้างผนังเซลล์ (เก็บน้ำ ป้องกันแมลง)
กระตุ้นการดูดปุ๋ย N, P, K
N สร้างเม็ดสี และโปรตีน
P สร้างน้ำตาลและแป้ง
K ลำเลียงน้ำตาลและแป้ง

คุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ด SK999 ที่ออกฤทธิ์กับดินและพืช
1. ปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดิน ให้เป็นกลาง(PH=5.5-6.5)
2. ปรับโครงสร้างของดิน
- ทำให้ดินร่วนซุย เนื้อดินนุ่ม
- ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดี
- เพิ่มออกซิเจนให้กับดิน
- จับและปลดปล่อยธาตุอาหาร N-P-K ให้กับรากพืชอย่างสมดุลย์
3. ย่อยสลายฟางข้าว เมล็ดข้าวดีด เมล็ดวัชพืชในดิน
- ใช้เวลา 5-7 วัน จากปกติ 20-30 วัน
4. ควบคุมวัชพืช
5. ลดเชื้อโรค ไข่หนอน ไข่แมลงในดิน
6. ปรับโครงสร้างรากและเร่งการเจริญเติบโตของพืช
7. ปลดปล่อยธาตุอาหารในปุ๋ยเคมีให้นานกว่าปกติ 5 เท่า
8. ลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้มากกว่า 70%

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น